บุญผะเหวด
ข้อมูลโดย สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
การทำบุญของชาวอีสาน จะกำหนดเอาในช่วงที่มีเวลาว่างจากงานอาชีพการทำนา โดยเฉพาะการทำบุญที่ สำคัญ เช่น บุญผะเหวด จะกำหนดไว้ในเดือนมีนาคมเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่เสร็จจากการเก็บเกี่ยว และยังไม่ลงมือทำการปักดำเพราะเป็นช่วงหมดฤดูหนาวย่างเข้าฤดูร้อนอากาศร้อนและแห้งแล้งไม่มีฝนตก ชาวอีสานจึงได้เอาช่วงเวลาดังกล่าวมาใช้ในการพักผ่อน สร้างสรรค์สังคมของตนเอง การทำบุญจึงเกิดขึ้น ด้วยความศรัทธาและความเสียสละ
กิจกรรมในงานบุญนับว่าเป็นภูมิปัญญา ที่บรรพชนได้กำหนดเอาไว้อย่าง เหมาะสมส่งผลประโยชน์ต่อการเมืองและการปกครองเป็นอย่างดีสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์คืออาหารการกิน เมื่อถึงเวลาทำบุญผะเหวดชาวบ้านจะวางแผนในการเก็บสะสมและจัดหาวัตถุดิบเพื่อนำมาเป็นอาหาร ให้มีพอเพียง กับการทำ บุญเลี้ยงพระสงฆ์ที่วัด และเลี้ยงดูญาติพี่น้องผู้มาเยือน อาหารที่สำคัญซึ่งขาดไม่ได้คือ ข้าวปุ้น ดังนั้น บุญผะเหวดชาวบ้านมักเรียกว่า "บุญข้าวปุ้น" คำว่าผะเหวดเป็นภาษาพูดสำเนียงท้องถิ่นอีสานที่ใช้เรียกชื่อ พระเวสสันดรโดยนำมาจัดเป็นกิจกรรมประจำปีในระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายนหรือประเพณีบุญเดือนสี่ตามฮีตสิบสองของชาวอีสานโดยนำมาจากตำนานทางพุทธศาสนา ซึ่งใน ภาษาไทยภาคกลางคือ บุญมหาชาติ ั่นนเองแรงบันดาลใจให้เกิดการสร้างประเพณีบุญผะเหวดนี้เกิดขึ้นจากการที่มนุษย์ได้กำหนดกิจกรรมเพื่อการปฏิบัติให้ตนเองได้อยู่ร่วมกับสังคมอย่างมีความสุขตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนากำหนดให้พุทธศาสนิกชนนั้น สร้างความดี ละเว้นความชั่วและทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ถือว่าเป็นการสร้างบารมีให้ตนเองในตำนานทางพุทธศาสนาก็ได้กล่าว ถึง การสร้างบารมีในทศชาติที่กล่าวถึงอดีตของพระพุทธเจ้ามีถึงสิบเรื่องด้วยกันซึ่งเรียกว่า ทศชาติ หรือพระเจ้าสิบชาติ ซึ่งเป็นเรื่องราว ก่อนที่จะมาเป็นพระพุทธเจ้าจะต้องเวียนว่ายในชาติต่าง ๆ ถึงสิบชาติ ด้วยกันคือ 1. พระเตมีย์ 2.พระมหาชนก 3.พระสุวรรณสาม 4.พระเนมิราช 5.พระมโหสถ 6.พระภูริทัตต์ 7.พระจันทกุมาร 8. พระนารท 9. พระวิธูรบันฑิต 10. พระเวสสันดร และตำนานชาติสุดท้ายของพระพุทธ เจ้าคือพระเวสสันดร ก็เป็นที่มาของงานบุญเผวสหรือบุญมหาชาติ
การเตรียมงานก่อนวันงานจริง ก่อนถึงวันงานบุญผะเหวดหลายวัน ชาวบ้านทั้งชายและหญิงจะพากันไปรวมตัวที่วัด เพื่อช่วยกันจัด ตกแต่งดอกไม้ ประดับประดาศาลาโรงธรรมด้วยดอกไม้พวงมาลัย ผู้หญิงจะจัดทำหมาก พันคำ เมี่ยง ธูปเทียน ปืนดาบอย่างละพัน และข้าวตอกดอกไม้ไว้บูชาคาถาพัน ธง อย่างละพัน และ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในพิธี เช่น ผ้าผะเหวด บาตร ร่ม กระโถน โอ่งน้ำ ฯลฯ ทุกอย่างนี้จะต้องเตรียม ให้เสร็จก่อนวันงาน เมื่อถึงวันงานซึ่งเรียกว่าวันรวมหรือมื้อโฮมชาวบ้านประชาชนละแวกบ้าน รวมทั้งชาวบ้านหมู่บ้านใกล้เคียง จะหลั่งไหลมาร่วมงานกัน และจะมีพิธีสำคัญคือ 1. แห่พระอุปคุต ในตอนเช้ามืดของมื้อโฮมจะมีพิธีแห่พระอุปคุต โดยก่อนจะเริ่มพิธีการ จะนำก้อนหินสามก้อนไปไว้ในวังน้ำหรือถ้าไม่มีวังน้ำก็ไปวางไว้ที่ใดที่หนึ่งที่ไม่ห่างจากวัดที่ทำพิธีมากนัก พอถึงเวลาก็มีการแห่พานดอกไม้ธูปเทียน ขันธ์ห้าขันธ์แปดไปยังสถานที่ก้อนหินวางอยู่ ซึ่งมีการสมมุติว่าเป็น พระอุปคุตพอไปถึงก็ให้ไปหยิบก้อนหินก้อนหนึ่งแล้วถามว่า เป็นพระอุปคุตหรือไม่ สองก้อนแรกแจะได้รับ การตอบว่า “ไม่ใช่” จนถึงก้อนที่สามจึงจะตอบว่า “ใช่” จึงมีการกล่าวอาราธนาพระอุปคุตแล้วจึงอัญเชิญก้อนหินก้อนที่สามซึ่งสมมุติว่าเป็นพระอุปคุตใส่พานหรือถาดแล้วจุดประทัดหรือยิงปืนแล้วจึงมีการแห่พระอุปคุตมาประดิษฐานไว้ที่หออุปคุตที่ได้เตรียมไว ้ ผู้คนก็จะแห่แหนฟ้อนรำกันอย่างสนุกสนาน 2. การแห่พระเวสสันดรเข้าเมือง พอเวลาประมาณ สองหรือสามโมงในมื้อโฮม ชาวบ้าน มารวมกันที่วัด เตรียมตัวจัดขบวนแห่ไปรับพระเวสสันดรและนางมัทรีเข้าเมืองโดยสมมุตให้พระเวส สันดรและนางมัทรีไปอยู่ป่าแห่งใดแห่งหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นป่าจริงหรือทุ่งนาแล้วแต่ภูมิประเทศ จากนั้นก็ จัดขบวนไปรับ โดยในพิธีนี้ จะมีพระพุทธรูป 1 องค์ และพระ ภิกษุ 5 รูป นั่งบนเสลี่ยงแล้วหามไปยัง บริเวณที่พระเวสสันดรและนางมัทรีประทับอยู่ พอไปถึง ก็มีการอาราธนาศีลและรับศีลห้าก่อน แล้วทำพิธี บายศรีสู่ขวัญพระเวสสันดรกับนางมัทรีแล้วอัญเชิญทั้งสองพระองค์เข้าเมือง โดยหามเสลี่ยงพระพุทธรูป และพระภิกษุออกก่อน บางแห่งมีรูปภาพเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระเวสสันดร เรียกว่า“ผ้าผะเหวด” อยู่ในขบวนด้วย เมื่อมาถึงวัดก็มีการแห่รอบศาลา 3 รอบแล้วนำพระพุทธรูปไปประดิษฐานไว้ที่เดิม แล้ว ประชาชนก็กลับไปพักผ่อน พอถึงตอนค่ำก็จะกลับมารวมกันอีกครั้งหนึ่ง แล้วอาราธนาพระสงฆ์สวด พระพุทธมนตร์ เสร็จแล้วพระสงฆ์จะขึ้นธรรมาสน์สวดอีก 4 ครั้ง ครั้งละ 2 รูปจากนั้นประชาชนก็จะ คบงัน (เฉลิมฉลอง) หรือว่ากลับไปพักผ่อนตามอัธยาศัย
มื้องัน วันต่อมาถึงจะเป็นวัน มื้องัน (วันเทศน์มหาชาติ) เริ่มตั้งแต่ย่ำรุ่ง จะมีการตักบาตร ข้าวพันก้อน ชาวบ้านจะนำข้าวพันก้อนไปถวายพระอุปคุต โดยวางข้าวไว้ตามธงหรือภาชนะที่จัดไว้ พอใกล้สว่างก็จะเริ่มคำ“ป่าวเทวดา” และอาราธนา พระเทศน์สังกาส (เทศน์บอกศักราช) แล้วจึงอาราธนา พระสงฆ์เทศน์มหาชาติตลอดทั้งวัน เริ่มจากกัณฑ์ ทศพร จนถึงนครกัณฑ์ เมื่อจบแล้วมีเทศน์ฉลองพระเวสสันดรอีกครั้งหนึ่งเป็นการกล่าวถึงอานิสงส์ที่ได้จากการฟังเทศน์มหาชาติ เมื่อเทศน์จบแล้วก็ถวายขันดอกไม้ ธูปเทียน กล่าวคำคารวะพระรัตนตรัย เป็นเสร็จพิธีบุญผะเหวด